เมื่อเห็นรถหรือเครื่องเจาะดินเข้าไปทำงานภายในพื้นที่ก่อสร้าง หลายคนอาจเข้าใจว่าการดำเนินงานเจาะสำรวจดินคือการเจาะหลุมลงไปแล้วนำดินขึ้นมาเปิดดูเท่านั้น
(https://seismic-test.com/wp-content/plugins/seismic-test-homepage/assets/images/2568-01-seismic-test.webp)
ในความเป็นจริง ภารกิจ **Soil Boring Test** มีลำดับขั้นตั้งแต่การกำหนดแผนก่อนเข้าสนาม การเจาะ งานเก็บตัวอย่าง การทดสอบ การบันทึกรายละเอียด ไปจนถึงการจัดทำ Boring Log และรายงาน Soil Investigation
แต่ละลำดับขั้นมีความสำคัญ เนื่องจากชุดข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสนามย่อมส่งต่อผลต่องานวิเคราะห์ในกระบวนการต่อไป
### 1. เรียนรู้ข้อมูลของโปรเจกต์
ก่อนเริ่มดำเนินงาน ควรทราบรายละเอียดพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น ขนาดพื้นที่ ตำแหน่งโครงสร้าง และจุดมุ่งหมายของงานสำรวจ
อาคารขนาดเล็ก อาคารสูง โรงงาน สะพาน ถนน หรือโปรเจกต์ที่มีชั้นใต้ดิน ย่อมอยากได้ข้อมูลดิจิทัลแตกต่างกัน
ในกรณีที่มีรายละเอียดฐานรากเบื้องต้นหรือชุดข้อมูลสำรวจดินในบริเวณคล้ายก็สามารถนำมาใช้ประกอบการจัดทำแผนได้ แต่ไม่ควรถือว่าข้อมูลของพื้นที่ข้างเคียงสามารถแทนข้อมูลดิจิทัลของบริเวณก่อสร้างจริงได้ครบทั้งหมด
### 2. กำหนดตำแหน่งหลุมเจาะ 🔎
ตำแหน่งหลุมควรกระจายให้สามารถสะท้อนสภาวะของดินใต้จุดหมายจำเป็นของงานโครงการ
สำหรับอาคาร อาจพิจารณาตำแหน่งบริเวณมุมอาคาร จุดรับน้ำหนักหลัก หรือในบริเวณที่สงสัยว่าสภาวะของดินอาจต่างกันจากส่วนอื่น
ในพื้นที่ใหญ่ การมีหลุมอยู่เพียงมุมเดียวไม่สามารถกล่าวได้แน่นอนว่าชั้นของดินอีกด้านหนึ่งสอดคล้องกัน
การกระจายตำแหน่งอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญไม่แพ้จำนวนหลุม
### 3. จัดเตรียมสถานที่สำหรับเครื่องเจาะ
เครื่องเจาะต้องมีพื้นที่สำหรับเข้าถึงและตั้งเครื่องได้อย่างปลอดภัย
ก่อนเริ่มดำเนินการเจาะควรเช็กข้อจำกัดภายในพื้นที่ อาทิ สายไฟ อาคารข้างเคียง แนวท่อ ระบบงานสาธารณูปโภค สถานที่ต่างระดับ และสภาพพื้นดิน
บางจุดหมายที่เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าถึงซับซ้อนอาจต้องเลือกสรรเครื่องมือใช้งานหรือวิธีการทำงานให้เหมาะสำหรับสภาพหน้างาน
### 4. เริ่มเจาะทำการสำรวจชั้นดิน
เมื่อเริ่มเจาะ ช่างสนามจะตรวจติดตามการเปลี่ยนของชั้นของดินตลอดความลึก
ดินที่พบอาจประกอบด้วยดินถม ดินเหนียว ดินทราย ดินตะกอน กรวด หรือวัสดุชนิดอื่น โดยจะบันทึกระดับความลึกที่มีการเปลี่ยนของชั้นดิน 🔍
ตัวอย่างที่เก็บขึ้นมาจะถูกติดหมายเลขและกำหนดระดับความลึกให้เด่นชัดเพื่อป้องกันไม่ให้การสับสนภายหลัง
### 5. ดำเนินการ Standard Penetration Test
ระหว่างการเจาะ อาจมีการปฏิบัติ **Standard Penetration Test หรือ SPT** ตามช่วงความลึกที่ชี้ระบุ
ผลการทดสอบ SPT ทำให้สามารถได้ข้อมูลเชิงปริมาณเกี่ยวกับการต้านทานการเจาะของดิน ณ ระดับนั้น
ค่า SPT-N ที่ได้มักถูกบันทึกใน Boring Log และนำไปนำมาใช้ประกอบการพิจารณาความแน่นของดินทรายหรือพฤติกรรมของชั้นของดินร่วมกับชุดข้อมูลอื่น
สิ่งที่ควรพิจารณาคือไม่ควรนำมาพิจารณาค่า SPT แบ่งออกจากชนิดดินและสภาพแวดล้อมของหลุมเจาะ
### 6. เก็บตัวอย่างดิน
ตัวอย่างดินมีหลายรูปแบบตามเป้าหมาย
ตัวอย่างที่ได้จากอุปกรณ์ใช้งาน SPT สามารถนำไปใช้งานตรวจสอบชนิดและลักษณะของดินได้ ส่วนดินเหนียวบางระดับอาจเก็บตัวอย่างที่รักษาสภาพของดินได้มากกว่า เพื่อใช้งานทดสอบความสามารถด้านกำลังและหน่วยน้ำหนัก
ตัวอย่างแต่ละชิ้นควรมีรายละเอียดควบคุม อาทิ
หมายเลขหลุม
หมายเลขตัวอย่าง
ระดับ From–To
วันที่เก็บ 🌙
ประเภทตัวอย่าง
แพลตฟอร์มการจัดเก็บที่ดีมีส่วนช่วยให้ผลในห้องปฏิบัติการสามารถย้อนกลับออกเดินทางระดับความลึกใน Boring Log ได้อย่างถูกต้อง
### 7. ทบทวนระดับน้ำในดิน
ระหว่างและหลังการเจาะจะมีการสังเกตน้ำในหลุม สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน Ground water level
ระดับน้ำในดินจำเป็นต่อทั้งการวิเคราะห์ดินและวิธีการก่อสร้าง
แต่ถึงอย่างนั้น ค่าที่วัดได้ควรระบุระยะเวลาและสภาวะการทำการวัด เพราะระดับน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล ปริมาณฝน และลักษณะของชั้นดิน
### 8. ส่งตัวอย่างเข้าสู่ห้องลงมือทำการ
หลังเสร็จภารกิจสนาม ตัวอย่างที่เหมาะจะถูกส่งไปทดสอบในห้องลงมือทำการ
รายการทำการทดสอบขึ้นกับวัตถุประสงค์และชนิดของดิน เช่น
Water Content ใช้งานตรวจสอบปริมาณน้ำในดิน
Unit Weight ใช้งานหาหน่วยน้ำหนักตัวอย่าง
Atterberg Limits ช่วยวิเคราะห์คุณสมบัติของดินละเอียดถี่ถ้วนและนำมาใช้ในการจำแนกดิน
Sieve Analysis ใช้งานวิเคราะห์การกระจายขนาดเม็ดดิน
การทดสอบกำลังของดินใช้ประกอบการประเมินพฤติกรรมด้านแรงเฉือน
ไม่จำเป็นต้องลองใช้ทุกตัวอย่างด้วยรายการเดียวกันทั้งสิ้น แต่ควรเลือกให้เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีความจำเป็นในการวิเคราะห์ 📊
### 9. จำแนกชั้นของดิน
ข้อมูลจากสนามและห้องลงมือทำการจะถูกนำมานำมาพิจารณาร่วมกันเพื่อจำแนกชนิดของดิน
อาทิ ดินที่มองด้วยตาเหมือนดินเหนียวอาจมีคุณสมบัติไม่เหมือนกันกันเมื่อคิด Grain Size และ Plasticity
การจำแนกอย่างมีแบบแผนมีส่วนช่วยให้วิศวกรจากหลายฝ่ายสามารถรับรู้ลักษณะของดินด้วยภาษาทางวิศวกรรมที่ตรงกันมากขึ้น
### 10. สร้างขึ้น Boring Log
Boring Log เป็นเอกสารหลักของแต่ละหลุมเจาะ
โดยปกติจะประกอบด้วยข้อมูลโปรเจกต์ หมายเลขหลุม ระดับพื้นดิน ความลึกหลุม ชั้นดิน เลขตัวอย่าง ค่า SPT ผลทดลองบางรายการ และระดับน้ำในดิน
เมื่อดู Boring Log จากบนลงล่าง ผู้ใช้สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของชั้นของดินตลอดความลึกได้อย่างมีระบบ
ถ้ามีหลายหลุม การนำมาเทียบกัน Boring Log ระหว่างหลุมยังมีส่วนช่วยให้เห็นแนวโน้มของชั้นดินในพื้นที่ได้อีกด้วย
### 11. วิเคราะห์และจัดทำรายงาน
ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำข้อมูลดิจิทัลทั้งสิ้นมาสรุปเป็นรายงาน Soil Investigation 🏗�
รายงานที่ดีควรส่งผลให้ผู้ศึกษาสามารถโปร่งใสว่า รายละเอียดมาจากหลุมใด ระดับใด และผ่านขั้นตอนทดสอบอะไรบ้าง
อีกทั้ง อาจมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับแนวทางสำรวจ สภาพพื้นที่ ผลจากการทดสอบ ตารางสรุป และข้อสังเกตทางวิศวกรรมตามขอบเขตของงานที่ทำ
### ทำไมคุณภาพภารกิจสนามจึงจำเป็น
ต่อให้มีโปรแกรมวิเคราะห์ที่ยากเพียงใด ถ้าข้อมูลดิจิทัลต้นทางคลาดเคลื่อน ผลจากการวิเคราะห์ก็ย่อมมีข้อจำกัด
ตัวอย่างดินที่ติดหมายเลขคลาดเคลื่อน ระดับความลึกคลาดเคลื่อน หรือการบันทึกค่า SPT คลาดเคลื่อน ขนาดเล็กส่งผลต่อ Boring Log และรายงานในสุดท้าย
งานที่ทำ Soil Investigation จึงเป็นงานที่ทำที่ต้องให้ความจำเป็นตั้งแต่ลำดับขั้นภาคสนาม ไม่ใช่เฉพาะลำดับขั้นจัดทำรายงาน
### สรุป
ขั้นตอนทำการเจาะสำรวจดินประกอบด้วยการวางแผน ระบุตำแหน่ง เจาะดิน ปฏิบัติ SPT เก็บตัวอย่าง เช็กน้ำใต้ดิน ทดสอบในห้องปฏิบัติการ จำแนกดิน และสร้างขึ้น Boring Log
สารสนเทศทุกส่วนต่อเชื่อมกันเป็นลำดับ
เมื่อดำเนินงานที่ทำอย่างตรงตามข้อเท็จจริง Soil Boring Test จะส่งผลให้สภาพใต้ดินที่ไม่สามารถมองเห็นจากผิวดินกลายเป็นข้อมูลดิจิทัลที่วิศวกรสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการออกแบบและกำหนดแผนงานก่อสร้างได้อย่างมีแบบแผน
Read more: https://soilboring.asia/soil-investigation/